ParBeauty & Slim
พบกับเราได้อีกที่
  • หน้าแรก
  • ผลิตภัณฑ์ครีมและเจล
  • ผลิตภัณฑ์เครื่อง Beauty & Slimming
  • เกร็ดสาระความรู้ของผู้หญิง
  • ติดต่อเรา
  • Blog

_ การแพ้เครื่องสำอางค์


ปัจจุบันนี้สาวๆ หันมาสนใจความสวยความงามเป็นอันมาก มีการเปิดร้านเสริมสวย ลดความอ้วนกันมากมาย มีการนำเครื่องสำอางค์ทั้งที่ผลิตเอง และนำจากต่างประเทศมาใช้กันอย่างแพร่หลาย วิวัฒนาการของความงามก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นวิวัฒนาการทางเครื่องสำอางค์ ร้านเสริมสวย สถาบันเสริมความงาม การใช้แสงเลเซอร์ช่วยในการรักษาผิว ทั้งหมดนี้ถ้าใช้อย่างถูกวิธีก็เป็นสิ่งดี แต่บางครั้งก็ทำให้เกิดผลแทรกซ้อนได้

ดังนั้นจะเห็นว่าทุกคนไม่ว่าเพศหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุ ก็ต้องใช้เครื่องสำอางค์กันทั้งสิ้น เนื่องจากเครื่องสำอางค์นอกจากจะหมายถึงเครื่องแต่งหน้าที่ผู้หญิงใช้แล้ว ยังรวมถึงสบู่ ยาสีฟัน แชมพู ที่ใช้ทำความสะอาดร่างกายด้วย ซึ่งผลข้างเคียงจากเครื่องสำอางค์พบได้น้อยเมื่อเทียบกับอัตราการใช้ แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วบางครั้งก็ทำให้เกิดความรำคาญ ทำให้เสียความงาม หรือบางครั้งอาจเป็นอันตรายขั้นรุนแรงได้

อาการแพ้เครื่องสำอางค์
  1. อาการที่ผู้ใช้เครื่องสำอางค์จะรู้สึกด้วยตัวเอง เช่น อาการปวดแสบปวดร้อน อาการคัน หรือรู้สึกว่าคันยิบๆ อาการเหล่านี้จะเกิดเป็นช่วงสั้นๆ ไม่เกิน 10 นาที อาการที่พบบ่อยที่สุดมักเกิดจากการใช้เครื่องสำอางค์ที่ใบหน้าแต่ผู้ที่แพ้มักไม่ไปพบแพทย์ เพราะเมื่อหยุดใช้อาการก็จะหายไป ทั้งนี้อาจเกิดจากการระคายเคืองของเครื่องสำอางค์
  2. อาการแพ้ผื่นคัน อาจมีอาการตั้งแต่แพ้น้อยๆ แค่มีผื่นแดงคัน จนกระทั่งแพ้มากเป็นตุ่มแดง ตุ่มน้ำ มีขุย บริเวณของร่างกายที่จะแพ้ได้บ่อยที่สุด คือ บริเวณหน้าโดยเฉพาะรอบดวงตา เนื่องจากเป็นบริเวณที่ผิวบางที่สุด
  3. เกิดผื่นลมพิษ จะมีอาการผื่นแดง บวม ถ้าเป็นน้อยๆ อาจเห็นแค่หนังตาบวม ถ้าเป็นมากอาจพบผื่นบวมทั้งหน้า บางครั้งถ้าแพ้มาก อาจมีอาการทางด้านระบบอื่นของร่างกาย อาทิ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เช่น การแพ้ยาย้อมผม
  4. เกิดผื่นดำ บางครั้งยิ่งทาเครื่องสำอางค์แล้วหน้ายิ่งดำ ทั้งนี้เนื่องจากในผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของน้ำหอม ซึ่งมีสารเคมีที่เมื่อโดนแสงแล้วจะเกิดการแพ้แสงแดดเห็นเป็นรอยดำบริเวณที่สัมผัส หรือบางครั้งผลิตภัณฑ์ที่มีสารธรรมชาติ เช่น มะกรูด มะนาว แตงกวา หรือการใช้สมุนไพรมาทาหน้าก็จะทำให้หน้าดำ เพราะมีสารที่ทำปฏิกิริยากับแสงแล้วทำให้เกิดผื่นดำได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่รักษาฝ้าที่มีสารไฮโดรควิโนนในความเข้มข้นสูง จะทำให้เกิดปื้นดำบนใบหน้าอย่างถาวร แม้จะหยุดใช้แล้วก็ยังไม่หายดำ
  5. เกิดผื่นขาว ในสมัยก่อนมีครีมที่นิยมทาให้ใบหน้าขาว ซึ้งทาแล้วก็ทำให้ขาวได้จริงๆ แต่ขาวแบบไม่สม่ำเสมอ กระดำกระด่าง ทั้งนี้เนื่องจากมีสารจำพวกปรอทโมโนอีเทอร์ ไฮโดรควิโนนที่มีความเข้มข้นสูง บางครั้งรอยด่างขาวนี้ก็เป็นแบบถาวร เมื่อหยุดใช้แล้วเม็ดสีก็ไม่กลับคืน ดังนั้นทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงห้ามใช้สารเหล่านี้ในเครื่องสำอางค์แล้ว
  6. สิว เครื่องสำอางค์ที่มีส่วนประกอบของสารที่ทำให้เกิดสิว เช่น สาโนลิน โซเดียมลอรัลซัลเฟต สารสเตียรอยด์ เป็นต้น เมื่อใช้ไปนานๆ อาจก่อให้เกิดสิวได้ ดังนั้นถ้าคนที่มีอายุเลยวัยที่จะเป็นสิวแล้วเกิดเป็นสิวขึ้นมา ให้สงสัยไว้ก่อนว่าจะเกิดจากเครื่องสำอางค์
  7. การเปลี่ยนแปลงของเล็บ เช่น เล็บลอก เล็บผุกร่อน เปลี่ยนสี ขอบเล็บอักเสบ อาจเกิดจากการใช้เครื่องสำอางค์ของเล็บ เช่น ยาทาเล็บ น้ำยาล้างเล็บ และบางครั้งก็เกิดจากร้านเสริมสวยที่รักษาความสะอาดไม่เพียงพอ
  8. การเปลี่ยนแปลงของผม น้ำยาดัดผม น้ำยายืดผม จะทำให้เส้นผมเปราะหักง่าย น้ำยาย้อมผม น้ำยาทำสีผม อาจทำให้เส้นผมกระด้าง ขาดความเงางาม
  9. ผลต่อระบบอื่นๆ ของร่างกาย เช่น เยื่อบุตาอักเสบ การดูดซึมของสาร การสะสมของสารพิษในระยะยาว ซึ่งถ้าเป็นเครื่องสำอางค์ที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มักจะไม่มีอันตรายเหล่านี้ แต่บางครั้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ผลิตอาจจะใส่สารที่เป็นอันตราย เช่น ปรอท ตะกั่ว อันก่อให้เกิดพิษได้
Picture
Picture
Picture
_เครื่องสำอางค์ชนิดไหนที่ทำให้เกิดการแพ้ได้บ่อย
เครื่องสำอางค์ที่ถือว่ามีอัตราทำให้เกิดผลข้างเคียงสูง ได้แก่ น้ำยายืดผม ครีมทำให้ผิวขาว ครีมรักษาฝ้า น้ำยาหรือครีมขจัดขน ส่วนที่มีอัตราทำให้เกิดผลข้างเคียงปานกลาง ได้แก่ น้ำยาดัดผม น้ำยาย้อมผม ครีมบำรุงผม มาส์คหน้า ครีมแก้สิว ครีมรองพื้น ลิบสติก น้ำยาทำความสะอาดอวัยวะเพศ โฟมอาบน้ำ ยากันแดด ยาระงับกลิ่นตัว และยาลดเหงื่อ

จะทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าจะแพ้เครื่องสำอางค์
  1. ถ้าสงสัยจะแพ้เครื่องสำอางค์ชนิดไหน ให้หยุดใช้เครื่องสำอางค์ชนิดนั้นทันที ถ้ามีหลายตัวให้หยุดใช้ตัวที่นำมาใช้ใหม่แล้วเกิดอาการก่อน ถ้าหยุดใช้แล้วอาการดีขึ้นก็อาจแสดงว่าเครื่องสำอางค์ตัวนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้แพ้ แต่ถ้ามีอาการแพ้มากมีผิวหน้าอักเสบอยู่ให้หยุดใช้เครื่องสำอางค์ทุกชนิด อนุญาตให้ใช้แป้งเด็ก ลิปสติก (ถ้าไม่มีผื่นที่ปาก) เครื่องสำอางค์แต่งดวงตา (ถ้าไม่มีผื่นรอบดวงตา) เมื่ออาการผิวหนังอักเสบหายแล้วค่อยลองใช้ที่ละตัวเป็นอย่างๆ ไป ถ้าเกิดผื่นขึ้นให้ลองหยุดใช้ตัวที่ใช้สุดท้าย ถ้าอาการหายไปก็น่าจะเกิดการแพ้เครื่องสำอางค์นั้นๆ
  2. วิธีที่จะพิสูจน์ง่ายๆ ว่าเครื่องสำอางค์ชนิดนั้น เป็นสาเหตุที่เกิดการแพ้จริงหรือไม่ ให้ทำการทดสอบโดยทาเครื่องสำอางค์ที่สงสัยที่บริเวณท้องแขน วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ถ้ามีผื่นขึ้นก็แสดงว่าแพ้จริง ให้หยุดใช้เครื่องสำอางค์นั้นๆ
  3. ถ้าทดสอบเองแล้วยังหาสาเหตุไม่ได้ แพทย์ผิวหนังจะมีการทดสอบทางผิวหนังโดยวิธีแพตช์เทสต์ (PATCH TEST) โดยจะใช้สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางค์ในความเข้มข้นที่เหมาะสมมาแปะติดลงบนแผ่นหลังของผู้ป่วย ทิ้งไว้ 2 วัน แล้วกลับมาอ่านผล ถ้ามีอาการผื่นแดงขึ้นบริเวณที่ทดสอบ ก็แสดงว่าแพ้สารนั้นวิธีนี้มีประโยชน์ในการที่จะเลือกซื้อเครื่องสำอางค์ ครั้งต่อไปจะได้เลือกเครื่องสำอางค์ที่ไม่มีสารที่แพ้ผสมอยู่ เช่น ถ้าทดสอบแล้วพบว่าแพ้น้ำหอม เมื่อจะซื้อเครื่องสำอางค์ก็ควรเลือกชนิดที่ไม่มีน้ำหอม หรือมีน้ำหอมน้อย ซึ่งอาจจะเขียนว่า NO PERFUME หรือ FRAGRANCE FREE ก็ได้
  4. ถ้าเกิดอาการแพ้มากๆ ควรจะพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อการรักษาที่ถูกต้องอย่าฝืนใช้เครื่องสำอางค์หรือซื้อยาทาเองเนื่องจากอาจเกิดอันตรายมากขึ้น

ข้อแนะนำในการใช้เครื่องสำอางค์
  • ปิดฝาเครื่องสำอางค์ทุกครั้งเมื่อใช้เสร็จ
  • รักษาความสะอาดของขวดกระปุก
  • เก็บเครื่องสำอางค์ไว้ในที่อาการไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป อากาศถ่ายเทได้สะดวก
  • แปรงหรือฟองน้ำต้องทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่
  • สำลีหรือพัฟควรจะเลือกแบบใช้แล้วทิ้งเพียงครั้งเดียว
  • ให้ล้างเครื่องสำอางค์ออกให้หมดก่อนนอน
  • มั่นตรวจอายุของเครื่องสำอางค์ หากหมดอายุก็ทิ้งเสีย โดยเฉพาะมาสคาราจะมีอายุใช้งาน 3 - 4 เดือนเท่านั้น
  • หากผิวหน้ามีการติดเชื้อ ก็อาจจะหยุดหรือทิ้งเครื่องสำอางค์นั้นเสีย เนื่องจากอาจจะมีเชื้อแบคทีเรียในเครื่องสำอางค์

ข้อห้ามใช้เครื่องสำอางค์
  • อย่าใช้เครื่องสำอางค์ของคนอื่น หรือเครื่องสำอางค์ให้คนอื่นยืม เพราะอาจจะถ่ายเทเชื้อโรคให้กัน
  • ห้ามใช้เครื่องสำอางค์ที่ตั้งโชว์ไวตามเคาน์เตอร์เครื่องสำอางค์เพราะอาจจะติดเชื้อโรค
  • ให้ล้างหน้าให้สะอาดก่อนใช้เครื่องสำอางค์
  • หลังตื่นนอนควรจะรอจนหน้าและหนังตาหายบวมจึงจะค่อยเมคอับ
  • ห้ามแต่งหน้าระหว่างอยู่ในรถเพราะอาจจะทิ่มตา
  • ห้ามเติมน้ำลงในเครื่องสำอางค์ เพราะอาจจะมีเชื้อแบคทีเรีย
  • วิตามินอีไม่มีประโยชน์ต่อผิวหนังจึงไม่จำเป็นต่อเติมลงในเครื่องสำอางค์

แพ้เครื่องสำอางค์

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้มีปฏิกิริยาต่อเครื่องสำอางค์
พบแพทย์เพื่อทำการตรวจทดสอบสารแพ้ทางผิวหนัง ควรนำเครื่องสำอางค์ทุกชนิดที่ใช้ และสงสัยว่าอาจจะแพ้มาด้วย

การปฏิบัติตน
  • งดใช้สบู่, สารฟอก โดยให้ทำการชำระล้างด้วยน้ำเปล่า หรือให้เลือกใช้สบู่, ยาสระผมปลอดกลิ่น ปลอดน้ำหอม
  • ควรหยุดใช้เครื่องสำอางค์ทุกชนิด ยกเว้นลิปสติก ซึ่งอาจจะใช้ได้หากบริเวณ ริมฝีปากไม่มีผื่น
  • ส่วนเครื่องสำอางค์บริเวณรอบดวงตา สามารถใช้ได้ถ้าบริเวณเปลือกตา ไม่มีผื่น หรือไม่มีอาการผิดปกติ
  • สามารถทาแป้งฝุ่น
  • ถ้าผิวหนังแห้งมากให้ใช้เพียงมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ที่มีส่วนผสมของกลีเซอรีน (Glycerin)

หลังจากผื่น, อาการต่างๆ ทุเลาหายเป็นปกติ (ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน) ท่านอาจมีวิธีทดสอบด้วยตนเองว่าแพ้เครื่องสำอางค์ตัวใดโดย
  • ทาผลิตภัณฑ์ที่สงสัยบริเวณท้องแขนหรือข้อพับ แขนวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน ถ้าภายใน 1 สัปดาห์ไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ โอกาสแพ้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นน่าจะมีน้อย
  • อาจทดลองใช้เครื่องสำอางค์ตามวิธีปกติได้ทีละ 1 ชนิด หากไม่มีอาการแพ้เกิดขึ้นภายใน 1 - 2 สัปดาห์ ค่อยเลือกใช้เครื่องสำอางค์ชนิดที่ 2 ต่อไป

โรคผิวหนังผื่นแพ้สัมผัส contact dermatitis

โดยเฉลี่ยผู้ใหญ่จะใช้สารเคมีกับร่างกายอย่างน้อย 7 ชนิด ได้แก่ น้ำหอม moisturizers, ครีมกันแสง, สบู่, ครีมนวดผมหรือแชมพูสระผม ครีมดับกลิ่น และเครื่องสำอางค์ที่พบบ่อยที่สุด คือ แพ้น้ำหอม ควรใช้เครื่องสำอางค์ที่ไม่มีน้ำหอม ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด คือ ใบหน้า ริมฝีปาก ตา หู เป็นการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสสารเคมีบางชนิด การอักเสบของผิวหนังจะมากหรือน้อยขึ้นกับความเข้มข้นของสารเคม ีและระยะเวลาที่สัมผัสแบ่งออกเป็นสองชนิด ได้แก่่

Irritants Contact Dermatitis
เป็นการอักเสบของผิวหนังเมื่อ สัมผัสสารที่มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อผิวสูง เช่น กรดหรือด่างที่มีความเข้มข้นสูงเมื่อถูกผิวครั้งเดียวก็ทำให้เกิดผื่น บวมแดงถ้าเป็นมากจะพอง หรือที่มีความระคายต่อผิวน้อยเช่น สบู่ ผงซักฟอก ครีมดับกลิ่น เครื่องสำอางค์ แม้กระทั้งน้ำเปล่าหากสัมผัสบ่อยๆก็ทำให้เกิดผื่นได้เช่นกัน  พวกนี้จะเกิดผื่นหลังจากสัมผัสไม่นานเช่นภายใน 1 - 2 วัน หลังสัมผัส

โลหะนิเกิล
มักใช้ผสมอยู่ในโลหะเพื่อเพิ่มความแข็ง, ให้ลักษณะเป็นมันวาว มักเป็นสาเหตุของการแพ้เครื่องประดับ, ตุ้มหู สายนาฬิกาอาจจะทำจากสายหนัง หรือโลหะซึ่งมี nickel ผสมทำให้เกิดผื่นเป็นแนวเครื่องสำอางค์ เช่น ยาย้อมผมเป็นสารที่พบว่าเกิดการแพ้ได้บ่อยที่สุด สารที่เป็นต้นเหตุ ได้แก่ Paraphenylenediamine ถ้าเป็นน้อยจะมีผื่น แดง คันบริเวณหนังตา หลังหู ต้นคอ รายที่เป็นมากหน้าตาจะบวม
  • แพ้ยาย้อมผมชนิดหนึ่งแล้วไม่ควรใช้ชนิดอื่นเพราะเกิดแพ้ได้เหมือนกัน 
  • พวกครีมรองพื้น Moisturisers ลิปสติก เป็นเครื่องสำอางค์ที่ทำให้แพ้บ่อย ตำแหน่งที่พบบ่อย คือ หน้า หนังตา ริมผีปาก

คลิ๊กที่นี่เพื่ออ่าน คำแนะนำสำหรับผู้ที่แพ้ nickel




ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล
http://www.siamhealth.net/public_html/Health/Photo_teaching/lipallergy.htm
http://www.siamhealth.net/public_html/Health/Photo_teaching/lipallergy2.html
http://www.siamhealth.net/public_html/Health/Photo_teaching/lip.htm




หน้าหลัก / ผลิตภัณฑ์เครื่อง Beauty & Slimming / ผลิตภัณฑ์ครีมและเจล / เกร็ดสาระความรู้ของผู้หญิง / ติดต่อเรา / Blog



สามารถโทรสอบถาม และใช้บริการได้ที่
ParBeauty & Slim

ปลาบิวตี้ & สลิม
ถ.ริมหนองสมบูรณ์ (วงศ์สวรรค์) อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000

Create a free website with Weebly